ส่งสีขึ้นรถ
วันนี้มีภารกิจ เอาสีไปส่งขึ้นรถสวัสดิการเพื่อฝากส่งไปสัตหีบ กับ ไปเอาโล่ห์ที่ระลึก ซึ่งก็ตื่นไปแต่เช้า แล้วไปขึ้นเรือที่คลองแสนแสบ ไปลงท่าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ แล้วขึ้นรถเมลล์ไปลงต่อที่หน้าวัดพระแก้ว แล้วเดินต่อไปยังท่าราชวรดิษฐ์ ระหว่างทางเดินผ่านร้านอาหารของสมาคมภริยาทหารเรือ กะว่าเสร็จงานแล้วจะมานั่งกินข้าว ดื่มกาแฟสักหน่อย
แต่พอไปถึงใกล้ท่ารถ พี่มิ้ง ก็โทรมาหา ถามว่าซื้อสีหรือยัง พอดีว่า ไปค้นกระซับเจอสี 2 กระป๋อง ก็เลยบอกว่าซื้อมาแล้วครับ พี่มิ้งก็บอกว่าไม่เป็นไร ซื้อมาแล้วก็เก็บไว้แล้วกัน เราก็รู้สึกว่าเสียดายเงินแฮะ เมื่อวานนี้อุตส่าห์รีบเร่งแทบตายจนไปถึงก่อนร้านปิด 10 นาที นี่ถ้าไปไม่ทัน คงไม่ต้องเสียตังค์แล้ว เอาตังค์ไปทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ เพราะราคาของมันสูงเสียด้วย แต่ก็ช่างมันเถอะ ระบบจัดการกระซับมันยังเป็นแบบจดลงสมุดอยู่เลย ถ้าไม่รื้อทั้งกระซับ หรือ มีคนเก่าที่รู้ว่าอะไรเก็บไว้ตรงไหนอยู่ ก็ยากจะเจอ ถ้ามีเวลาจะเอาระบบสารสนเทศมาใช้กับระบบคลังของเรือ แต่คงต้องขึ้นจากเรือก่อนล่ะมั้ง ถึงจะมีเวลาทำ ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีเวลาทำแน่ ๆ
พอมาถึงท่าราชฯ ก็รอรถมาจอดรับผู้โดยสารอีกครึ่งชั่วโมง พอรถมาถึงเราก็เอาสีไปฝากกับคนขับรถ คนขับรถกลับไม่ให้ฝาก เพราะบอกว่าไม่มีกล่องใส่ แล้วของมันระเบิด ติดไฟได้ เลยไม่รับฝาก ซึ่งในความคิดเรา มันฝากได้ เรื่องมันเป็นวัตถุไวไฟ นี่ไม่ต้องห่วงเลย เพราะ อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมมันไม่สูงจนติดไฟแน่ ๆ จุดวาบไฟตั้ง 40 องศา ถ้าเป็นนายทหารผู้ใหญ่ฝากมา คงจะรับไปแล้ว ที่เซ็งก็คือนี่เราทำภารกิจในระดับประเทศอยู่นะ ต้องมาล้มเหลวเพราะคนขับรถไม่รับฝากเนี่ยนะแต่ดีที่ที่เรือมีของแล้ว ก็เลยบอกคนขับรถไปว่า งั้นผมไม่ฝากแล้ว แต่ถ้าที่เรือไม่มีของคงต้องใช้อำนาจบังคับกันบ้างแหละ หรือไม่ก็เอาขึ้นรถทัวร์กลับเองเลย
ลงท้ายก็เลยต้องหิ้วกระป๋องสีกับทินเนอร์เดินทางต่อ ซึ่งมันก็หนักมากไหล่ล้าเลย ที่คิดไว้ว่าจะไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารของ สมาคมภริยาทหารเรือ เลยหมดอารมณ์ ก็เลยไปเสาชิงช้า เพื่อรับโล่ห์ที่ระลึกต่อ เนื่องจากว่าเดินสะดวกกว่าขึ้นรถ เลยค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางผ่านซอยหลังโบสถ์พราหมณ์ ฝนลงเม็ดพอดี ก็เลยแวะหาของกินในซอยนั้น ซึ่งมีอยู่หลายร้าน และแต่ละร้านก็น่ากิน ๆ ทั้งนั้น เลยเลือกกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยก่อน สั่งมาหนึ่งชาม รสชาดก็ธรรมดายังไม่โดน หมดชามแล้ว ฝนก็ยังไม่หยุดตก เลยลุกไปร้านเย็นตาโฟนายอ้วน ซึ่งอยู่ตรงข้าม ร้านนี้เค้าว่าอร่อยมาก ลงหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ ซึ่งพอได้กินก็อร่อยสมชื่อ แต่เสียว่าหวานไปหน่อย แต่ความอร่อยยังสู้ร้าน หลีเฮง ที่อยู่ในถนนมหรรณพ ที่จะไปศาลเจ้าพ่อเสือ ไม่ได้ แถมยังคิดค่าน้ำแข็งเปล่าตั้ง 2 บาทแน่ะ ฝืดจริง ๆ
กินอิ่มแล้ว ฝนก็ยังไม่หยุดตกอีก จะข้ามไปกินก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง จันทบุรี อีกก็ไม่ไหวแล้ว ก็เลยตัดสินใจเดินไวไวไปที่ร้านเลยดีกว่า วันนี้เปียกได้ ไม่ได้หิ้วโน๊ตบุ๊คมาด้วย พอไปถึงที่ร้านก็รับโล่ห์มา ซึ่งพอเห็นแล้วไม่ถูกใจแฮะ ขนาดมันเล็กไปหน่อย แถมไม้ที่ใช้ก็ไม่ค่อยดีซะด้วย สู้งานเก่าไม่ได้เลย งานนั้นสวยงาม และใช้ไม้ดี สมศักดิ์ศรีของเรือมาก แถมงานนี้ยังแพงกว่างานนั้นตั้งสองร้อย ทั้ง ๆ ที่ชิ้นงานเล็กกว่า คิดว่าน่าจะมาจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น กับงานนี้ต้องลงสีหลายสี คราวหน้าถ้าต้องทำโล่ห์อีก จะแนะนำให้ใช้งานเก่าดีกว่า สวยกว่า
จ่ายเงินแล้วก็ออกจากร้านแล้วเดินกลับไปขึ้นเรือที่ท่า สะพานผ่านฟ้าลีลาศ นั่งเรือกลับเอาสีไปเก็บที่บ้านก่อน เพราะแบกมันไปด้วยมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว ระหว่างทางเจอรถเข็นขายข้าวโพดกับฟักทองเลยซื้อกลับไปกินเป็นอาหารกลางวัน จะได้ไม่อ้วน ถึงบ้านก็อาบน้ำ เปลี่ยนชุด เล่นเน็ต
ป.ล. เนื่องจากเขียนย้อนหลังมาเป็นเดือนเลยจำไม่ได้แล้วว่า หลังจากนั้นทำอะไรไปอีก
ความเห็นล่าสุด