ไม่ได้เขียนไดอารี่นานหลายวันเลย วันนี้เลยกลั้นใจเขียนสักหน่อย นี่เป็นข้อเสียของการผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมเขียนทุกวัน ทำให้นาน ๆ เข้า ก็ขี้เกียจเขียน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาเขียน เพราะได้เดินหน้าเขียนมาแล้ว ครั้นจะไม่เขียนต่อก็กระไรอยู่ ดังนั้นก็เลยมาลำบากตัวเองอยู่อย่างนี้ ต้องบังคับตัวเองมานั่งเขียนย้อนหลังอยู่ดี
ปีนี้เป็นปีที่มีโอกาสดี ๆ ได้ออกเรือไปต่างประเทศ คือได้ไปเยี่ยมเมืองท่าต่างประเทศที่ กรุงพระสีหนุวิลล์ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเป็นเมืองท่าทางทะเลฝั่งตะวันตกของกัมพูชา เพื่ออวดธง เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารเรือทั้งสองประเทศ


ก่อนเดินทางก็มีการวิ่งขึ้นเขา เพื่อขึ้นไปถวายสักการะเสด็จเตี่ยบนเขากรมหลวงฯ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ไป ซึ่งก็เหนื่อยเอามาก ๆ ขนาดว่าฟิตร่างกายด้วยการวิ่งมาทั้งอาทิตย์ยังไม่ไหวเลย สุดท้ายก็เป็นที่โหล่ตามเคย


ครั้งนี้มี เรือหลวงสุโขทัยไปแค่ลำเดียว แต่ว่าบรรทุกคนไปเยอะ โดยเฉพาะนายทหาร ซึ่งทำให้เราต้องย้ายห้องนอนไปนอนกับ ไอ้หมู และปั๋ม ซึ่งห้องก็แคบมาก แทบจะไม่มีที่วางของ ส่วนที่นอน ไอ้หมู นอนเตียงล่าง เรานอนเตียงบน ส่วนปั๋มนอนใต้เตียง แถมไอ้หมู ก็ยังเอากล้วยมาอีก 2 หวี เลยยิ่งทำให้สภาพห้องนั้นซกมกเข้าไปใหญ่ แต่พวกเราก็ต้องทนล่ะ ระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน ไม่เป็นปัญหานักหรอก

เราออกเดินทางจากประเทศไทยในตอนบ่าย ๆ มีพิธีส่งอย่างเป็นทางการจาก รองผู้บัญชาการกองเรือภาคที่ ๑ และใช้เวลาเดินทางแค่วันเดียวก็ไปถึงที่นั่นแล้ว แต่ไอ้คืนแรกที่เข้าไปในกัมพูชาเจอฝนหนักมาก และฟ้าก็ปิดทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย ทัศนวิสัยแย่มาก ต้องพึ่งพาเรดาร์ตลอด ส่วนการตรวจสอบด้วยสายตาก็ต้องรอให้มีฟ้าแล่บ ฟ้าผ่า จึงจะไล่วิวได้ แถมเรือประมงยังวิ่งกันขวักไขว่ ไม่ค่อยปฏิบัติตามกฏการเดินเรือสักเท่าไหร่

แต่ถึงกระนั้น เราก็ไปถึงท่าเรือกัมปงโสม ในตอนเช้าอย่างปลอดภัย โดยมีคณะนายทหารเรือประเทศกัมพูชา และท่านผู้ช่วยฑูตทหารเรือเดินทางมารับด้วย


ที่กัมพูชา เราก็ได้ปล่อยเที่ยวแบบจริง ๆ จัง ๆ แค่วันเดียว โดยได้ไปที่กรุงพนมเปญ ไปชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว จากนั้นก็ไปตลาดรัสเซีย เพื่อซื้อของที่ระลึก ซึ่งการเดินทางค่อนข้างที่จะหฤโหดมาก เพราะนั่งรถนาน ทางกัมพูชาเค้าเอารถทัวร์ปรับอากาศอย่างดีมารับ ซึ่งก็ทำให้การเดินทางสบายขึ้น แต่ระยะเวลาในการเดินทางก็นานมาก ๆ เดินทางไป-กลับ 8 ชม.กว่า ๆ ถนนหนทางก็แคบ เป็นถนนสองเลนสวนกัน บางช่วงก็เป็นถนนคอนกรีต บางช่วงก็เป็นดินลูกรัง และรถจักรยานยนต์กับรถที่ขับสวนทางก็เยอะ ทำให้ขับเร็วไม่ได้ และรถที่นี่เค้าขับเลนขวากัน


ระหว่างทาง โชคดีที่เรามี ipod nano เลยเอาไปนั่งดูวีดีโอกับฟังเพลงไปเรื่อย ๆ เพลิน ๆ ดูหนังช็อคโกแลต กับ มิสเตอร์บีนจบไปอย่างละเรื่อง แล้วก็นอนฟังเพลงไปหลายเพลง กว่าจะถึง ส่วนขากลับเล่นเอาแบตฯหมดเลย แต่เราก็ยังมีมือถือ Nokia ให้ฟังเพลงได้ต่อ โชคดีที่มีอุปกรณ์พวกนี้ติดตัว แก้เบื่อได้ดีทีเดียว
พอเข้าไปในตัวเมืองก็ต้องเจอกับกองทัพรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีเยอะมาก ๆ ถ้าต้องมาขับรถที่นี่ คงจะเซ็งกับรถมอเตอร์ไซค์ทั้งวันเลยทีเดียว ส่วนรถยนต์ที่เห็นเค้าใช้ ๆ กัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Toyota Camry กับ Land Cruiser มอเตอร์ไซค์ก็มีทั้งเก่า ทั้งใหม่ แต่เก่า ๆ จะเยอะกว่า และแน่นอน ที่นี่มีร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่เยอะแยะ ตลอดสองข้างทางเลยทีเดียว

ทีกรุงพนมเปญ เราไปแวะที่ สถานฑูตไทยกัน ก่อนที่จะไปชมพระบรมมหาราชวัง กับ วัดพระแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตเดียวกัน เหมือนกับบ้านเรา ซึ่งก็รู้สึกเฉย ๆ เพราะพระบรมมหาราชวัง กับวัดพระแก้วบ้านเราสวยกว่า แต่มีจุดหนึ่งที่สวยก็คือภาพเขียนฝาผนังของพระบรมมหาราชวัง

สถานฑูตไทยประจำราชอาณาจักรกัมพูชา

พระบรมมหาราชวัง

วัดพระแก้ว
ใจจริงอยากไป นครวัต นครธม แต่เนื่องจากว่ามันอยู่ไกลกันมาก ๆ เลยอดไป แต่อย่างไรเสีย ในชีวิตนี้ก็น่าจะหาโอกาสไปเที่ยวได้สักครั้ง
ส่วนที่ตลาดรัสเซีย สภาพก็คล้าย ๆ กับจตุจักร แต่ของน้อย และก็ไม่ได้ถูกกว่าไทยสักเท่าไหร่ เราก็ได้แลกเงินมา สองร้อยบาท เป็นเงิน 25,000 เรียว แต่ได้ใช้ซื้อโปสการ์ด และแสตมป์ไป 5000 เรียวเอง นอกนั้นก็ไม่ได้ซื้ออะไรเลย แต่วันหลัง ๆ ก็ได้ใช้ในการเล่นอินเตอร์เน็ต ซื้อไวน์ กับจ่ายค่ารถ ที่กรุงพระสีหนุวิลล์จนหมด และต้องแลกเงินเพิ่ม แต่เบ็ดเสร็จแล้วก็หมดไป 1500 กว่าบาทเอง

ที่ กรุงพระสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่จอดเรือ ก็ได้ออกไปเที่ยวอีก แต่ไม่ได้ปล่อยเที่ยวทั้งวัน วันแรกออกไปตอนเย็นเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายและก็ชมธรรมชาติรอบ ๆ ท่าเรือ ซึ่งก็วิ่งไปได้ไกลมาก ๆ และก็ไปเจอแหล่งที่พักของนักท่องเที่ยว จนได้เล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็เล่นเพลินจนค่ำ ขากลับต้องวิ่งกลับอีกหลายกิโลเลย แล้วสองข้างทางก็มืดมาก ๆ ไม่มีไฟถนนเลย มีแต่ไฟรถ กับแสงไฟจากบ้าน ก็กลัวจะโดนตีหัวแล้วขโมยของเหมือนกัน เพราะในตัวมีทั้งกล้องถ่ายรูป , โทรศัพท์ , กระเป๋าตังค์ , ipod แถมยังมาคนเดียวอีก ถ้าโดนปล้นนี่แย่เลยนะ
พูดถึงโทรศัพท์ เซ็งกับ DTAC มาก ๆ อุตส่าห์ไปเกิดบริการ IR ถึงศูนย์ฯ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ แต่พอมาถึงกลับใช้ไม่ได้ เลยไม่ได้โทรกลับบ้านเลย แต่ก็ยังดีได้ส่งโปสการ์ดกลับบ้าน แล้วก็หาเพื่อนฝูงในบล๊อก แต่ว่า ณ บัดนี้ โปสการ์ดยังไปไม่ถึงเลย (20 กว่าวันแล้ว แต่ที่บ้านเราถึงแล้ว) คาดหวังกับไปรษณีย์ของที่นี่ไม่ได้เลย ซึ่งคนที่นี่เค้าก็บอกเอาไว้เหมือนกัน และที่น่าแปลกคือ หาซื้อแสตมป์ได้ยากมาก แต่ก็ฟลุ๊คเจอในร้านที่มีตู้ไปรษณีย์ตั้งอยู่หน้าร้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องติดแสตมป์เท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องไปส่งที่ไปรษณีย์จนได้ โดยค่าส่งมาไทยคือ 2000 เรียว หรือประมาณ 20 บาท ซึ่งราคาก็เท่า ๆ กับที่บ้านเรา

ที่ทำการไปรษณีย์

เป็นธรรมเนียมปกติของการไปเยี่ยมเมืองท่าต่างประเทศ ที่จะต้องมีงานเลี้ยงต้อนรับแขกชาวกัมพูชา และชาวไทยในกัมพูชา ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็น ผู้นำทหาร , ฑูต , นายทหารเรือ และอื่น ๆ ส่วนงานนี้มีใครบ้าง ก็ไม่รู้จริง ๆ เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งงานนี้ก็ถือว่าจัดได้ดี เพราะประจำเรือทุกคนต่างมาช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ จนงานออกมาสำเร็จ


นอกจากจะมีอาหารเลี้ยงแล้ว ก็ยังมีการแสดงรำกลองยาว และศิลปะการต่อสู้ของไทย คือกระบี่กระบอง และชกมวย


ผัดไท

งานนี้พวกเราเหนื่อยกันมาก เพราะเตรียมงานกันมาเป็นเดือน ๆ ตั้งแต่เตรียมเรือให้พร้อม , ฝึกซ้อมการแสดง พอวันงานก็เตรียมงานกันตั้งแต่เช้า ทำอาหาร จัดสถานที่ เตรียมลำดับพิธีการ และอีกเยอะแยะมากมาย พอเสร็จงานก็ต้องเก็บสถานที่ ล้างถ้วย ล้างจาน จนดึกดื่นเที่ยงคืนอีก แต่ก็ภูมิใจที่ได้สร้างภาพดี ๆ ให้กับกองทัพเรือ และคนไทย

ช่วงที่มาอยู่ที่นี่เป็นวันเกิดผู้การด้วย ซึ่งพวกเราก็มีเซอร์ไพรส์คือซื้อเค้ก และของขวัญมาให้ด้วย ซึ่งก็ทำให้ผู้การฯ อารมณ์ดีทั้งวันเลยทีเดียว เพราะมันเหงาเหมือนกันนะ ถ้าต้องฉลองวันเกิดคนเดียวเงียบ ๆ บนเรือ โดยที่ไม่มีคนอื่นรู้เลย เพราะเราเคยมาก่อน และเป็นประจำด้วย
วันกลับมีพิธีส่งเรือ ก็มีการมอบของที่ระลึก ร่ำลากัน และโบกหมวก ซึ่งเป็นธรรมเนียมของทหารเรืออย่างหนึ่งเวลาที่จะต้องจากกัน


ขากลับเจออิทธิพลของพายุไซโคลนนากีส จากฝั่งพม่า อ้วกแตกไปรอบนึง ซวยมาก ๆ เลยที่อยู่ดี ๆ ตอนมาเข้ายามเที่ยงคืน-ตีสี่ คลื่นก็เกิดแรงขึ้นมาซะงั้น ตอนที่เข้าไปอ้วกก็ไปอ้วกในห้องน้ำตอนประมาณตีสอง คิดว่าไม่มีคนแล้วนะ ออกมาดันเจอไอ้หมูนั่งอยู่บนโซฟา ตอนเช้ามันเลยเอาไปเล่าในห้องโถง โดนผู้การแซวเลย
การไปอวดธงเที่ยวนี้ ค่อนข้างที่จะเหนื่อยมากกว่าสนุก หรือประทับใจในสถานที่ หรือการเดินทาง แต่ว่าประทับใจในความสามัคคี และการทำงานของประจำเรือเรามากกว่า ซึ่งบอกได้เลยว่าทุกคนให้ความร่วมมือ และทุ่มเทให้กับงานนี้มาก ๆ แม้ว่าจะเจอแรงกดดันต่าง ๆ แต่เพื่อที่กองทัพเรือ และประเทศไทยจะได้ไม่ขายหน้าต่างชาติเค้า เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำให้ดีที่สุด ซึ่งงานที่ออกมาก็สมเกียรติทหารเรือมากเลยทีเดียว
ความเห็นล่าสุด