ในที่สุดพวกเราก็มาถึงดาร์วินเสียที ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของเราแล้ว โดยระยะทางรวมตั้งแต่ออกจากสัตหีบถึงดาร์วิน เป็นระยะทางทั้งหมด 2626 ไมล์ทะเล
วันนี้เราตื่นนอนตอนตีห้าครึ่ง แต่พอตื่นขึ้นมาก็ปรับเวลาเป็น 7 โมงครึ่งทันที เพราะว่าเวลาของที่นี่เร็วกว่าไทย 2 ชม. พอตื่นแล้วก็อาบน้ำ แปรงฟัน แล้วก็แต่งชุดขาวน้อย ไปที่หัวเรือ เพื่อรอถ่ายรูปตอนเรือเข้าร่องน้ำ
วันนี้อากาศดี เมฆน้อย ท้องฟ้าแจ่มใส ลมทะเลพัดกำลังดี และอากาศบริสุทธิ์มาก อุณหภูมิเหมาะสม ไม่หนาวไม่ร้อน กำลังเย็นสบาย
ร่องน้ำที่ดาร์วินนี่เราจำไม่ได้เลย ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร สงสัยตอนที่มาครั้งแรกเข้ายามอยู่ในห้องเครื่องแหง ๆ
ร่องน้ำที่นี่ กว้างขวาง แทบจะไม่มีที่หมายอันตรายเลย นอกจากเรือยอร์ชลำน้อย ๆ ซึ่งก็มีอยู่แค่ ลำ-สองลำ กับเรือ Speed Boat ที่ชอบแล่นตัดน้ำ แต่น้ำในร่องน้ำก็แรงอยู่เหมือนกัน ถ้าหยุดเครื่อง เรือก็จะไหลไปเรื่อย ๆ เลย
พอเรือใกล้เทียบ เราก็เปลี่ยนไปอยู่บนดาดฟ้าทัศนฯ กับ ดาดฟ้าฮาร์พูน ถ่ายรูปเรือต่าง ๆ โดยเฉพาะเรือดำน้ำ H.M.A.S. Collins ส่วนตำแหน่งจอดเรือของเรานั้น เราเทียบข้างเรือ H.M.A.S. Wooloomta ซึ่งเป็นเรือฟริเกต
พอเรือเทียบเรียบร้อย ก็เริ่มมีการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของ PDLTOLL ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมมลภาวะของดาร์วิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะขึ้นมาตรวจ ห้องเย็นที่เก็บเสบียง , ห้องครัว, ห้องรับประทานอาหาร , ห้องล้างจาน , ห้องน้ำ , ห้องส้วม และระบบ Sewage เพื่อรับรองว่าเรือเราผ่านมาตรฐานด้านการควบคุมมลภาวะ ซึ่งที่นี่มีกฏว่า ห้ามนำ อาหาร ทั้งสด และที่ประกอบแล้ว, เครื่องดื่ม , สัตว์ , พืช .ซากสด , เมล็ดพันธุ์พืช ขึ้นจากเรือไปบนฝั่ง และห้ามทิ้งขยะ รวมถึงสิ่งของที่ว่าลงในน้ำเด็ดขาด ซึ่งกฏหมายที่นี่มีโทษหนัก ถ้าฝ่าฝืน มีโทษจำคุกถึง 2 ปีเลยทีเดียว
หลังจากนั้น ก็มีนายยามพรรคกลิน ของเรือ H.M.A.S. Toowoomba เป็นจ่าเอก (Petty Officer) ชื่อ Ryan มาติดต่อเรื่องการต่อสายน้ำจืด และระบบ Sewage ซึ่งเราเข้าไปรับหน้าเสื่อพอดี จะว่าไปแล้ว หูเราก็ใช้ได้นี่หว่า ฟังเค้ารู้เรื่องเหมือนกัน สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนปากนั้น ก็เริ่มจะดีขึ้นแล้ว สามารถพูดได้คล่องขึ้น สำเนียงดีขึ้น ฝรั่งไม่ค่อยถามซ้ำเท่าไหร่ พูดทีเดียวฟังออกเลย นี่ถ้าอยู่ต่ออีกสองอาทิตย์แล้วได้พูดภาษาอังกฤษทุกวัน คงจะดี
หลังจากที่เคลียร์เรื่องต่าง ๆ หมดแล้ว ก็มาทานข้าวกลางวัน แล้วก็ขึ้นมานอนพักผ่อนที่ห้อง แล้วก็เผลอหลับไปเลย ตื่นมาอีกทีตอนประมาณบ่ายสอง พอลงไปที่ห้องโถง ต้นกลก็ใช้งานพอดี เลยได้ไปคุยกะ Ryan ขอความช่วยเหลืออีกรอบ ซึ่งก็เรียบร้อยดี เสร็จแล้วก็กลับมาเปลี่ยนชุดกีฬา ออกไปวิ่งกับพี่ ๆ น้อง ๆ
แล้วเราก็ออกจากท่าเรือตรงไปที่สวนสาธารณะ Bicentenial Park ซึ่งที่สวนนี้ก็จะมีประติมากรรม เพื่อระลึกถึงสงคราม ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อยู่หลายอัน
นอกจากนี้แล้วสวนนี้ก็ยังติดกับทะเล มีมุมสวย ๆ เยอะแยะ แล้วก็มีนกพันธุ์ที่ไม่เคยเห็นอยู่ 2 พันธุ์ กับมีนกเขาด้วย แต่ไม่ยักกะมีนกกระตั้วเหมือนที่ซิดนีย์ แล้วก็มีชนเผ่าอะบอริจินนั่งเล่นอยู่เพียบ ที่นี่เค้าเลี้ยงชนเผ่านี้ โดยถือว่าเค้าเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นจึงมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่หรอก ถ้าทำความเดือดร้อน หรือทำผิดกฏหมายก็คงจะโดนจับอยู่ดี เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นปกติ ก็จะไม่มีใครไปยุ่งกับเค้า
พอหลุดจากสวนสาธารณะซึ่งยาวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ก็เข้าสู่แหล่งชุมชน ซึ่งบ้านเรือนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นอพาร์ตเม้นต์ และทาวน์เฮาส์ แทบจะไม่เห็นบ้านเดี่ยวเลย ระหว่างเดินก็เจอขบวนรถแต่งงานด้วย เค้าเอาโบว์สีขาวมาคาดหน้ารถลีมูซีน คล้าย ๆ บ้านเราเลย
แล้วก็ไปเจอซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้า ก็เลยเข้าไปหาซิมการ์ด แต่ไม่มี แต่ก็ไปเจอกับโบว์ชัวร์ของ Phone Card แบบที่ใช้กับโทรศัพท์บ้าน และสาธารณะได้ ก็เลยยืนอ่านมันหน้าร้านนั่นแหละ และก็ได้ความว่า โทรกลับไทยแค่นาทีละ 12 - 19 C เท่านั้นเอง ก็เลยจะซื้ออันนี้แหละ แต่ก็ได้ลองถามพนักงานดู ซึ่งก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่โชคดีว่ามีลูกค้าคนหนึ่ง ช่วยแนะนำให้ ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่า ที่เราต้องใช้มีแค่ เหรียญที่จะใช้หยอดตู้เท่านั้น ดังนั้นเราเลยจะหาซื้อของอะไรสักอย่างเพื่อจะได้ขอเงินทอนเป็นเหรียญ ซึ่งก็เดินหาจนทั่วร้าน ก็ไม่รู้จะซื้ออะไรดี เพราะของบางอย่างไม่ติดราคา ไอ้ที่ติดก็แพง อย่างไอติม Magnum ของ Walls ก็ราคา 100 กว่าบาท ลงท้ายก็ฌลยหยิบนมรสกาแฟมาขวดนึง แล้วก็ไปที่แคชเชียร์ พร้อมกับขอเงินทอนเป็นเหรียญ ซึ่งตอนนี้เอง ที่พนักงานบอกกับเราว่าถ้าจะโทรศัพท์กลับประเทศตามโบว์ชัวร์นี้ ต้องมีการ์ดของระบบนี้ด้วยนะ อ้าวเพิ่งมาบอก รู้งี้ก็ไม่ซื้อนมหรอก ซื้อแต่การ์โอย่างเดียวก็พอ ซึ่งเราก็ซื้อบัตรราคา 10 AUD มา รวมกับค่านม ก็เป็น 13.4 AUD แพงสาด นมขวดละเกือบร้อย
บัตรที่เราซื้อมายี่ห้อ Super Buzz Global โทรกลับไทยแค่ 12 c เท่านั้นเอง ซึ่งเราก็ลองที่ตู้โทรศัพท์หน้าร้านเลย เดินไปถึงก็หยอดไป 1 AUD แล้วก็กดหมายเลขตามที่บัตรเขียนเอาไว้ แต่ปรากฏว่าปลายสายไม่รับ แล้วสัญญาณก็เงียบไป ไม่มีคำแนะนำอะไรทั้งสิ้น แต่เห็นที่หน้าจอบอกว่า ค่าโทรขั้นต่ำ 50C ก็เลยคิดว่าจตะโทรต่อ แต่มันนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยวางหูไปโดยหวังว่ามันจะทอนเงิน 50 c มาให้ แต่มันไม่ เจ็บใจโคตร แถมจะโทรต่อก็ไม่ได้ มันบอกว่า ใช้เหรียญไม่ได้แล้ว อยากโทรต่อต้องใช้การ์ด เราก็เลยต้องเดินไปหาตู้ใหม่ข้างหน้า
พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอกับแหล่งร้านค้า เต็มสองข้างถนน แต่วันนี้ร้านส่วนใหญ๋จะปิด ซึ่งเป็นปกติของที่นี่ ที่จะปิดร้านเร็ว โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์นี่แทบจะไม่เปิดกันเลย แต่จะมีพวก McDonald , Domino Piza พวกของกินทั้งหลายที่จะเปิดตลอด ที่นี่เมื่อตอนฝึกภาคทะเลชั้น 5 ก็เคยมาอยู่ จำได้ ยังเหมือนเดิม แต่มีร้านเยอะขึ้น
ที่นี่มีตู้โทรศัพท์เยอะแยะ เราเลือกได้ตู้หนึ่ง แล้วหยอดไป 50 c โอเค คราวนี้มีคนรับแล้ว ก็เลยได้คุยนานเลย พอวางหูเสร็จก็ลอง ๆ คำนวนดูแล้ว ตกนาทีละ 4.25 บาท ไม่รวม Connection Fee อีก 50 c หรือ 15 บาท ซึ่งไอ้ Connection Fee นี่แหละ ที่แสบ เพราะว่าเวลาที่โทรเราต้องกดเข้าไปที่เบอร์กลางของระบบนี้ก่อน เพื่อที่จะใส่รหัสการ์ด แล้วถึงกดเบอร์ปลายทาง ซึ่งถ้าปลายสายไม่รับ , ไม่ว่าง , รับแล้วไม่ได้ยิน ก็โดนกินเงินไปเลย เซ็งห่านกันไป ซึ่งเราโดนมาสองแบบเลย เพราะพอโทรกลับบ้านอีกที แม่ไม่ได้ยินเสียงเรา แล้วก็วางหูไป ก็เลยตัดสินใจเอา Roaming โทรแทน ชัวร์กว่า ซึ่งคุยไปได้ สามนาทีเอง ซัดไป 95 บาท ตกนาทีละ 30 กว่าบาท ก่อนวางเลยขอให้แม่เติมเงินจากไทยให้สัก 300 บาท
โทรศัพท์เรียบร้อย ก็มืดแล้ว เกือบทุ่มนึง ก็เลยเดินกลับ แต่ปรากฏว่าหลง ก็เลยเดินกลับทางทิศที่มา แล้วก็เห็นป้าย Port of Darwin เลยเดินไปทางนั้น แต่ยิ่งเดินไป ก็ยิ่งไม่คุ้น แต่โชคดีว่า เดินไปเห็นเสาไฟเรือจอดอยูไกล ๆ พอดี ก็เลยเดินไปตามทิศนั้น แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ เลยลองถามคนแถวนั้นดู เค้าก็บอกให้เดินย้อนกลับไป พอเดินกลับไปก็เจอไซต์ก่อสร้าง ไม่คุ้นอีกเช่นเคย เจอคนสวนทางมาก็เลยถาม แต่เค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่ามาจากซิดนีย์ แต่เราก็ยังคงเดินทางเดิม เพราะคิดว่าทางนี้แหละใช่ จนเดินไปเจอจ่าจี กับ จ่านวยเข้า ก็เลยเดินกลับพร้อมกัน และเรามาถูกทางแล้ว
พอใกล้ถึงท่าเรือ ก็มีพลุอยู่ที่อีกฝั่งของเกาะ ก็เลยได้ลองถ่ายรูปด้วยฟังก์ชั่นถ่ายพลุเลย ใช้ได้เลย เก็บรายละเอียดได้ดี รู้สึกคุ้มค่าขึ้นมาอีกเยอะ
แล้วก็กลับถึงเรือเกือบ ๆ สองทุ่ม มาถึงก็ไปรีดเสื้อ 2 ตัว เพราะรอทหารมาสองวันแล้ว ไม่รีดให้ซักที ก็เลยรีดเองดีกว่า ไม่ต้องหวังพึ่งทหารแล้ว พึ่งตัวเองไปนั่นแหละ เสร็จแล้วก็ไปซิทอัพ นั่งสมาธิไป 20 นาทีสวดมนต์ หัดท่องบทสวดถวายสังฆทาน แล้วก็ไปซักผ้า อาบน้ำต่อ
อาบน้ำเสร็จลงมาดื่มกาแฟ แล้วก็ดูของที่คนไทยเอาขึ้นมาให้เป็นตัวอย่าง ให้ประจำเรือเลือกดู ซึ่งก็เป็นของที่มีราคาถูกกว่าเมืองไทยทั้งนั้น เช่น วิตามิน , ไวน์ , เหล้า , ครีม , น้ำหอม ซึ่งเราก็เลยเปรียบเทียบราคา เป็นไทย แล้วก็จดไว้ จะได้มาคิดว่า จะซื้ออะไรฝากให้ใครบ้าง เพราะรายชื่อเยอะเหลือเกิน เบี้ยเลี้ยงได้มาก็หมดไปกับของฝากนี่แหละ
เสร็จแล้วก็กลับมาที่ห้องนั่งเขียนไดตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ จนเกือบเที่ยงคืนแน่ะ
บันทึกโพสใน Diary




